จาก “น้ำเสียและกากของเสีย” ที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม สู่การผลิต “ก๊าซชีวภาพ (Biogas)” ที่สามารถนำกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าและทดแทนพลังงานความร้อน ช่วยทั้งลดต้นทุนพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจัดสรรเงินกองทุนฯ รวม 3,982.50 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในภาคอุตสาหกรรม โดยผลการดำเนินงานสามารถส่งเสริมโรงงานได้ 226 แห่ง เกิดวงเงินลงทุนรวม 16,698 ล้านบาท ผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 845.96 ล้าน ลบ.ม./ปี และสร้างมูลค่าทดแทนพลังงานกว่า 6,798.19 ล้านบาท/ปี
ผลิตไฟฟ้าได้ 764.59 ล้านหน่วย/ปี
ทดแทนพลังงานความร้อน มูลค่า 4,504.43 ล้านบาท/ปี
ลดก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.945 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า/ปี
สำหรับ บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEBP ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จของการต่อยอดเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ สู่ระบบจัดการน้ำเสียและกากของเสียแบบครบวงจร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 12.83 ล้าน ลบ.ม./ปี และช่วยทดแทนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งค่าไฟฟ้าและ LPG ได้ประมาณ 95.32 ล้านบาท/ปี
จาก น้ำเสียและกากของเสีย → ก๊าซชีวภาพ → ไฟฟ้าและพลังงานความร้อน → วัสดุปรับปรุงดิน → Zero Waste
นี่คือการเปลี่ยน “Waste to Value” ให้ของเสียกลับมาสร้างมูลค่า ลดต้นทุน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อน Circular Economy สู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ![]()
![]()
#กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน #สกทอ #Biogas #ก๊าซชีวภาพ #TEBP #พลังงานทดแทน #พลังงานสะอาด #WasteToValue #CircularEconomy #ZeroWaste #อนุรักษ์พลังงาน

เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วม “โครงการพื้นที่ปันสุข” ตามหลักเกณฑ์และการใช้พื้นที่ที่กำหนด ทั้งนี้สามารถดาวน์โหลดรายละเอียดได้ที่ http://www.ppb.moi.go.th/.../doc00041220201012121738.pdf
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมา
‘วันฉัตรมงคล’ 4 พฤษภาคม เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงรับบรมราชาภิเษกขึ้น เป็นพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศานุวงศ์ ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดให้วันที่ 4 พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล และเป็นวันหยุดราชการประจำปี